Elite sport =/= สุขภาพ

ผมเห็นกระแส hyroxแรงมาก คนที่เคยแข่งแล้วมาทำลายสถิติ #ยินดีด้วย
คนที่เพิ่งเคยแข่งครั้งแรก ตั้งเป้าว่าปีหน้าต้องดีกว่านี้ #ยินดีด้วยครับ
คนที่พลาดอันดับเพราะ เวลาแพ้หลักวินาที ปีหน้าเอาใหม่ #ยินดีด้วยครับ
น้ำกำลังเชี่ยวมาก เป็น kind of sport มาแรงมากๆ แต่คนกำลังหลงกับกระแสกีฬา กับ สุขภาพว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน
เอาที่คนชอบพูดว่า เล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ ยิ่งทำสถิติได้ดี ยิ่งฟิต เหมือนยิ่งสะท้อนว่าสุขภาพดี เหมือนมันคือเรื่องเดียวกัน ทั้งที่จริงมันคนละโลกเลย
ถ้าพูดกันกลางๆคือ การออกกำลังกาย (Exercise) มันคือการฝึกเพื่อทำให้ร่างกาย #ดีขึ้นในระยะยาว ... แต่ sport โดยเฉพาะระดับแข่งขัน มันคือการเอาร่างกายไป #รีดศักยภาพ จนสุดขอบ ว่าจะไปได้ไกลแค่ไหนภายใต้กติกานั้นๆ ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่สัญญานว่าสุขภาพดีขึ้น มันแค่สัญญาว่า ถ้าทนได้ ก็อาจจะจะเก่งขึ้น
อันนี้ขำๆนะ ทำไม่ได้หรอก แต่ถ้าไปถามนักกีฬาระดับtop ของกีฬานั้นจริงๆสักคนว่า แลกชีวิตคุณสั้นลง1วัน กับขึ้นไปยืนที่1 สักครั้งเอาไหม ผมเชื่อว่า ทุกคนตอบว่าเอา
พอเข้าโหมดแข่งขันจริงๆ stimulus มันไม่ได้สวยแบบ textbook ...
มันไม่ใช่ optimal load แต่มันคือ maximum tolerable load ซ้อมจนล้า ซ้อมให้เยอะ ซ้อมทั้งที่ยังไม่ฟื้นfullyบางครั้ง เพราะ periodization มันบังคับให้ overload ต่อเนื่อง
อาจจะด้วยเวลาจำกัด ระบบร่างกายมันเลยไม่ได้ adapt แบบ balanced แต่มัน biased adaptation บางอย่างพุ่ง บางอย่างพัง เช่น endurance athlete หัวใจโต บางเคสเริ่มมี risk นักกีฬาคุม weight class ก็ low energy availability ร่างกายฮอร์โมนรวน กีฬากระแทกก็สะสม joint damage ไปเรื่อยๆ บางคนวิ่งวันเป็น10-15km อาทิตละ50-60km นักกีฬาระดับสูงฝึกในโซนที่ใกล้กับขีดจำกัดของร่างกายอยู่ตลอด overload ซ้ำๆ recovery ไม่พอในบาง phase specificity สูงจนบางระบบถูกพัฒนาแบบ biased อันนี้ไม่ใช่เรื่องพลาด แต่มันคือ ราคาของ performance ล้วนๆ
แล้วกีฬาระดับสูงมันแดกชีวิตคุณด้วย ซ้อมวันละ2ชั่วโมง คุมอาหารที่ต้องอัดแคลรอรี่ให้พอ นอนต้องดี ฟื้นฟูต้องจ่ายไปนั้นนี้ แถมความกดดันตอนแข่งอีก คุณไม่ได้แค่ใช้กล้ามเนื้อ คุณใช้ mental bandwidthทั้งก้อน ชีวิตต้องจัดใหม่หมด เพื่อน สังคม งาน บางอย่างต้องยอมทิ้งไป
ถ้าจะเอา podium จริงๆ นี่ไม่ใช่ healthy lifestyle แบบที่คนชอบโพสต์ลงไอจี มันคือ lifestyle ของคนที่ยอมจ่าย
ผมบอกตลอดเลยว่า เขาแยก Exercise Science กับ Sport Science ออกจากกัน เพราะ objective มันคนละเรื่อง Exercise science มองหา dose ที่ #พอดี เพื่อให้สุขภาพดีระยะยาว ลดความเสี่ยง เพิ่มคุณภาพชีวิต แต่ sport science สนใจว่า #ทำยังไงให้เก่งขึ้นอีก1% ต่อให้ต้องยอมแลกบางอย่างในระบบร่างกาย มันคือการ optimize performance ไม่ใช่ optimize health
เพราะงั้นถ้าบอกว่าออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ เรายังอยู่ฝั่ง exercise อยู่ดี ต่อให้ไปแข่งบ้าง ก็เป็น amateur by design เพราะยังมี health เป็น constraint
แต่ถ้าวันไหนคุณอยาก ยืน podium อยาก better อยากชนะ จริงๆเกมมันเปลี่ยนทันที health จะไม่ใช่ priority สูงสุดอีกต่อไป มันจะกลายเป็น resource ที่เราใช้ เพื่อให้ performance มันพีคแทน
exercise = สร้างสุขภาพ
elite sport = เอาสุขภาพไปแลกผลงาน
ออกกำลังกายให้สนุกครับ
แข่งขันเท่าที่ไหว แต่ถ้าอยากขึ้นระดับ eliteเมื่อไหร่ ขอให้รู้ไว้นั้นไม่ใช่เรื่องของสุขภาพ 

ถ้ารู้สึก uncomfortable กับสิ่งที่ผมเขียนเมื่อไหร่ คุณอาจจะกำลังไม่แน่ใจก็ได้ว่าตัวเองกำลังทำเพื่ออะไรกันแน่ ลองทบทวนpositioningตัวเองก่อน เราออกกำลังกายเพื่ออะไร
