Why do Balance Training not work

Physical training ที่เกี่ยวกับ Balance และ Stability ส่วนใหญ่ #ไม่ค่อย transferได้จริงในกีฬา และ claim ส่วนมากที่เกี่ยวกับ injury preventionของ physical trainingพวกนี้ เป็น #overclaim ซะเยอะ
มิตินึงของsport ที่ทุกกีฬามีเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น การวิ่ง เตะบอล ปั่นจักรยาน ต่อยมวย เล่นบาส บลาๆๆ คือ #ความเร็ว
เราไม่เคยมีความคิดในหัวว่าจะเคลื่อนไหวช้าๆ เพราะสปอตส่วนมากแข่งกันด้วย #เวลา หรือ #สกอร์ ที่บีบคลุมด้วยเวลาอีกที ฉะนั้นทุกการเคลื่อนไหวต้องทันท่วงทีฉับไว
หลักการ motor learning ข้อนึงเรียกว่า Dynamic correspondence หมายถึง ถ้ากิจกรรมที่เราจะทำ มันจะส่งผลให้การทำกิจกรรมอีกอันนึงดีขึ้นได้ มันต้องมีความคลายคลึงกันในหลายมิติ ... #เน้นหลายมิติ several key dimensions และหนึ่งในมิติที่สำคัญมากๆคือ Rate and time of force production
การฝึก balance หรือ stability ยิ่งด้วยเป็น unstable surface มันทั้ง #ช้า และ #ขาดความdynamic
เวลาที่เราเคลื่อนไหวช้าๆ เช่นยืนบน bosu ball หรือ foam pad หรือขาเดียว กิจกรรมพวกนี้สมองมีเวลาประมวลผลเยอะ ค่อยๆcorrection จากsequene to sequenceช้าๆ ขยับนิด ปรับหน่อย จนเรายืนตัวตรงๆได้ รักษาbalanceบน baseได้อย่างมั่นคง
ปัญหาคือ ในกีฬาเราไม่มีเวลาแบบนั้น เรามีประมาน200-300msหรือน้อยกว่านั้น ในการ ดึงตัวเองกลับมาบนbaseให้ไม่ล้ม ซึ่งเราต้องตอบสนองได้ไวมาก และนั้นคือสิ่งที่เราไม่ได้แน่นอน จากการฝึกphysical training แบบช้าๆ
รวมไปถึงความขาด dynamic ของการฝึก บางครั้งกิจกรรมstability โดยเฉพาะพวก core ที่เราทำส่วนมากมีความเป็น isometricซะเยอะ เราท่องกันว่า แกนกลางต้องนิ่งนะ บลาๆ กล้ามเนื้อรอบลำตัวต้องstabilizeให้ได้นะ แล้วเลือกท่าแบบ plank deadbug birddog wallsit หรืออะไรก็ตาม ซึ่งจริงๆ ในกีฬามันไม่ใช่ isometric โดยธรรมชาติแต่แรก แต่มันคือ isometric in respond to the force ต้องมีแรงมากระทำ แล้วเกร็งสู้รับไว้ ซึ่งมิตินี้ ไม่เกิดเลยในการฝึกท่าพวกนี้
plankแข็งให้ตายยังไง สถานการจริงคือ ไม่มีใครบอกนะ "Johnnyเกร็งท้องน้า รอเลย 12นาฬิกา ไอ้Butterflyมันกำลังจะ วิ่งมาชนมืงใน 3 2 1...."
เราต้องrespond to the force แบบฉับพลันแบบไม่ทันตั้งตัว นั้นคือมิติของความเร็วในระดับ ms ที่ต้องทำได้ ถ้าไม่เคยฝึกมาเลย เกมเหมือนเดิม
บางคนบอกว่าพี่กอล์ฟไม่ไปเรียนโง่อยู่ได้ เดี่ยวนี้เขาฝึก dynamic กันเยอะนะ เอาตัวเองไปไถบนลูกบอล หรือ มีdynamic movementมากขึ้นแล้ว เขาไม่ได้ทำแค่plankนะพี่
เอางี้นะ ต่อให้มืง Deadlift 200 ก็อาจจะไม่ช่วยอะไร เพราะสุดท้ายก็ยังขาด dimensions ของ Rate and time ที่ต้องทำไวๆอยู่ดี การขยับบนลุกบอลช้าๆ #ค่อยๆกลิ้งไปมา หรือการยกของหนักๆ #ที่ต้องอาศัยเวลานานมากในการสร้างแรง อาจจะสัก500ms+ มันไม่แมชกับ demandของกีฬาเลย ซึ่งพูดง่ายๆคือ ร่างกายอาจจะเอาไปใช้ได้น้อยมาก
อะพูดกลางๆหน่อย พอพูดว่า transfer น้อย ไม่ได้แปลว่า trainingนั้น #ไม่มีประโยชน์ เลยนะ แต่มันหมายถึง มันอาจจะ improve capacity บางอย่างได้ แต่ไม่ได้แปลว่า capacityนั้น จะถูก express ออกมาในกีฬาได้จริงในเวลาสั้นๆ มันทำให้ claimส่วนมาก #Overclaim ทั้งนั้นโดยเฉพาะเรื่องพวก injury prevention มีเรื่องเดียวที่ให้จริงๆคือ strength อะช่วยได้จริง
เช่น การยืนบน unstable surface อาจทำให้เราเก่งขึ้นในการ ยืนบน unstable surface อันนี้จริง 555 แต่คำถามคือมันโยงไปถึง change of direction, landing, cutting หรือการปะทะจริงในกีฬาแค่ไหน ถ้าวัด performanceตรงๆ มักไม่ได้เห็น effectที่ว้าวอะไรขนาดนั้น
ยิ่งบางคนชอบพูดว่า unstable training ช่วย activate muscle เยอะขึ้น อันนี้ก็ต้องระวังcontextอีก เพราะ activationเยอะ เพราะคำว่า activationนี่ มัดไหน ถ้าบอก agonist #มืงมั่ว แต่ถ้าบอก stabilizer ก็พอฟังได้ แต่อย่าลืมพูดถึง antagonist ซึ่งมันโคตรสำคัญ เพราะ
บางครั้งร่างกาย co-contraction เยอะขึ้นเพื่อเอาตัวรอดไม่ให้ล้มเฉยๆ ซึ่งผลคือ movement กลายเป็นstiffเกิน ใช้แรงไม่คุ้ม และ force outputตกอีกต่างหาก ซึ่งในทางsport เราต้องการ silent co-contraction ไม่ใช่ไปกระตุ้นมันเยอะๆ
มันคือเหตุผลว่า ทำไมtransferใน sport จริง มันคือการถูกพัฒนาด้วยการ expose ร่างกายไปสู่ velocity and timing จริงๆคือควรไปเล่นกีฬานั้นเลย แล้วใช้ physical training ทำมิติอื่นที่ใช้ได้จริงมากกว่า เช่น strength power speed อะไรพวกนี้ ใช้เวลาคุ้มค่า เห็นผลกว่าเยอะ
กอล์ฟ #MuscleClinicz


